คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต,บรรยายวิชาการ,วิจัย,ศึกษากุรอาน,E-Book

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บรรยายวิชาการ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บรรยายวิชาการ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2565

คู่มือชาวด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ

 


     เอกสารคู่มือที่จำเป็นสำหรับใช้ในการปฏิบัติงาน ณ ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ
ประกอบด่วย
ก.เอกสารหลัก

ข.เอกสารอื่นๆ

ค.อื่นๆ


หมายเตุ
   Poster จัดเสวนา


  






วันศุกร์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2563

เครื่องมือสมัยใหม่สำหรับนักวิจัย

 

Google Len มีคุณสมบัติหลา ลดขั้นตอนการพิมพ์ยอย่าง แต่ลำหรับนักวิจัยแล้วสามารถใช้ประโยชร์ในการคัดลอกข้อความที่ต้องการจากเอกสาร ด้วยการถ่ายรูปแล้วนำข้อความเป็น Text ไปใช้ประโยชน์ได้ทันที ลดขั้นตอนการพิมพ์ได้มาก


Live Transcribe ใช้สำหรับการบันทึกเสียงพูดแล้วจัดเก็บText ตามเสียงที่พูดได้ดีมาก รองรับภาษาไทยได้เป็นอย่างดี ลดขั้นตอนการพิมพ์ได้มาก ด้วยการพูดใส่ App แล้ว Copy Text เอาไปใช้งานได้ทันที





วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2562

หลักการอ่านหนังสือเตรียมสอบ

หลักการอ่านหนังสือเตรียมสอบ จะมีอยู่ 2 วิธี

1.อ่านแบบสุ่ม(Random reading) คือเป็นการเลือกสุ่มอ่าน(ท่อง)เฉพาะเนื้อหาที่คาดว่าจะออกสอบ ซึ่งจริงๆแล้ววิธีนี้จะมีโอกาสทำข้อสอบได้มีเพียง 50% เท่านั้น หรือยิ่งกว่านั้นคือเลือกอ่านเฉพาะที่ตนเองถนัด ที่ตนเองชอบ แต่จะไม่อ่านในส่วนที่ไม่ชอบ อันเนื่องจากดหตุผลต่างๆ เช่น ไม่ชอบอาจารย์ผู้สอน หรือมีประสบการณ์ที่ไม่ดีกับวิชานั้น เลยทำให้ไม่ชอบเลยไม่อ่าน ซึ่งการเลือกอ่านตามที่ตนเองถนัดหรือชอบนั้น มีโอกาสที่จะทำข้อสอบได้น้อยมาก เหลือเพียง 25% เท่านั้น มีเพียงโอกาสเดียวที่จะเรียกว่าทำข้อสอบได้คือฟลุ๊ก แต่มันเกือบเป็นไปไม่ได้เลย วิธีดังกล่าวนี้ควรจะหลีกเลี่ยงและห้ามใช้สำหรับการเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบอย่างเด็ดขาด

2.อ่านแบบคลุมเนื้อหา(Cover Content Reading) คือเป็นการอ่านเนื้อหาทั้งหมดในวิชานั้นๆและสรุปประเด็นสำคัญเพื่อทำความเข้าใจหรือท่องจำ มีขั้นตอน ดังนี้
      1.นำชื่อบทในสารบัญ มาเขียนเรียงกัน
      2.ในแต่ละบท นำหัวข้อเนื้อหามาเขียนเรียงกัน(หากมีหัวข้อย่อยๆ ให้เขียนให้หมด)
       3.อ่านและเขียนสรุปประเด็นในแต่ละหัวข้อเนื้อหาหรือหัวข้อย่อย
       ในการเขียนสรุปประเด็นนั้น อาจจะใช้เทคนิกการเขียนแบบ Mind Map หรือ แบบ Cornel มาใช้ก็ได้ ซึ่งการอ่านหนังสือเตรียมสอบตามวิธีนี้ เป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพมาก มีโอกาสที่จะทำข้อสอบได้มากที่สุดราว 60-70% หรือมากว่า

วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

รวมคำสั่ง R ที่จำเป็น

รวมคำสั่ง R ที่จำเป็น

-เลือกเฉพาะ colomn ที่ต้องการ
DHF_total_2561[ ,1:2]

-บันทึกค่า ARRAY เดิม เป็น ARRAY ใหม่
nara61 <- DHF_total_2561

-บันทึกค่า ARRAY เดิม เป็น ARRAY ใหม่ ด้วยเงื่อนไข
naraDHF61 <- nara61[ which(nara61$prov=='96'), ]

-กำหนด default directory สำหรับจัดเก็บไฟล์
setwd("D:/FileShare/Data_DHF_All")

-การจัดเก็บ ARRAY เป็นไฟล์ CSV
write.csv(naraDHF61, file = 'naraDHF61.csv')

วันอาทิตย์ที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2562

เคล็ดลับการจัดการกับแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย


แหล่งเพาะพันธุ์และเคล็ดลับทั่วไปเพื่อป้องกันการแพร่พันธุ์ยุงลาย:
- ถังเก็บน้ำ -ปิดฝาให้แน่น
- กระบะน้ำหลังตู้เย็น --> น้ำควรระบายออกเป็นระยะ
- แจกันดอกไม้ที่มีน้ำ --> เปลี่ยนน้ำบ่อย หรือ ใช้ทรายอะเบท
- จานรองขาตู้ --> ใช้น้ำมัน หรือ เกลือ
- ยางรถยนต์ที่ใช้แล้ว --> เก็บไว้ในที่ร่ม
- จานรองกระถางต้นไม้ --> เปลี่ยนน้ำบ่อย ๆ หรือ ใช้ทรายอะเบท
- รางน้ำจากหลังคาบ้าน --> ตรวจสอบบ่อย ป้องกันอุดตันทำให้เกิดน้ำขัง
- ภาชนะบรรจุน้ำให้สัตว์เลี้ยง --> ต้องว่างเปล่าหลังใช้งาน
- ถ้วย พลาสติก กระป๋อง ฯลฯ ไที่ไม่ใช้งาน --> ทำลาย หรือ ฝัง
- ถัง หรือ อุปกรณ์ขนาดใหญ่ที่ไม่ใช้งาน --> ทำลาย ฝัง หรือ เก็บไว้ในที่ร่ม



วันพุธที่ 9 มกราคม พ.ศ. 2562

แนวการวิเคราะห์การเฝ้าระวังโรคไข้เลือดออก 5 มิติ


          โดยนำกลุ่มข้อมูลของการเฝ้าระวังไข้เลือดออก ใน 5 มิติ มาวิเคราะห์ความเชื่อมโยง
และวิเคราะห์เปรียบเทียบกับมาตรการที่ของจังหวัด เพื่อนำไปสู่การหาแนวทางที่เหมาะสม
ซึ่ง 5 มิติ ประกอบด้วย

มิติที่ 1 Determinant (Risk Factor)
  -ข้อมูลการสุ่มสำรวจค่าดัชนีย์ยุงลายในวัด รร. รพ. ชุมชน
  -ข้อมูลการสุ่มทดสอบความไวของสารเคมีต่อยุงพาหะ

มิติที่ 2 Behavior risk
  -การสำรวจพฤติกรรมความรู้ความเข้าใจของ ปชช ต่อการป้องกันควบคุมโรคไข้เลือดออก

มิติที่ 3 Program response
  -การดำเนินงานพ่นเคมีระดับจังหวัด อำเภอ ตำบล
  -ข้อมูลแผนการอบรมพนักงานพ่นเคมี

มิติที่ 4 Mortality/Morbidity
 -ข้อมูลอัตราป่วยรายจังหวัด อำเภอ ตำบล

มิติที่ 5 Abnormal event
  -ข้อมูลการระบาดของโรคไข้เลือดออก


วันอังคารที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

การแปลศัพท์ภาษาอาหรับ

การแปลคำศัพท์ภาษาอาหรับผ่านwebsite นับเป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจากคำศัพท์ที่ได้มาจากอัลฮาดีสหรืออัลกุรอาน หากนำไปใช้ทันทีจากที่ได้มีการแปลไว้อยูแล้ว พบว่าศัพท์แต่ละตัววางเรียงไม่ตรงกับคำแปลเนื่องจากโครงสร้างทางภาษาที่ไม่ตรงกัน
  วิธีแก้ปัญหานี้ด้วยการนำคำศัพท์มาตรวจสอบกับพจนานุกรมภาษอาหรับ โดยสามารถไปที่ Arabic dictionary online ที่ https://www.lexilogos.com/english/arabic_dictionary.htm ซึ่งจะมีแป้นพิมพ์ภาษอาหรับ และสามารถเลือกแปลได้จากพจนานุกรมจากหลายแหล่ง เช่น แปลด้วย google เป็นต้น

วันเสาร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

เครื่องมือสำหรับนักแปล



  การแปลเอกสารในปัจจุบัน ส่วนมากแล้สจะเป็นการทำงานบนเว็ปไซด์หรือที่เรียกว่าทำงาน online ซึ่งนอกจากจะทำงานที่ต้องลิ้งค์กับอินเทอร์เน็ตแล้ว เนื้อหาหรือเอกสารที่เป็นต้นฉบับก็มักเป็นเอกสารที่อยู่บน online เช่นเดียวกัน
  ส่วนใหญ่แล้วการแปลเอกสารจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษหนึ่ง โดยทั่วไปแล้วจะนิยมใช้ google translator ซึ่งจะสามารถตอบสนองความต้องการของนักแปลได้เป็นอย่างดี แต่ยังมีบางอย่างที่ไม่ตอบสนองได้มากนัก อย่างเช่นว่า หากมีการแปลข้อความที่เป็นประโยคยาวๆ หรือข้อความที่เป็นบทความ หรือ article  นั้น การใช้  google translation มักจะแปลได้ไม่ถูกต้องนัก และในส่วนผลของข้อความที่ได้จากการแปล จะทำการแก้ไขในหน้าเว็ปทันทีไม่ได้ นอกเสียจาก คัดลอกมาวางบน editor อื่นแล้วค่อยปรับแก้อีกที ซึ่งจะเสียเวลามาก ฉะนั้นทางออกเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยให้เลี่ยงไปใช้เว็บใหม่ คือ http://www.translatesonline.com/Online-translation  ซึ่งเอกสารที่แปลแล้วจะสามารถแก้ไขในหน้าเว็ปได้ทันที

วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561

Full-screen Presentation with Foxit reader

The best way to Full-screen Presentation with Foxit reader, by start setting at reference value within this steps.
1.
2.
3.

Remark : Use F11 for switch to full-screen mode (work perfectly if zooming at 100%)






วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2559

การเนียต(ความตั้งใจ) สำหรับการอ่านอัลกุรอาน



หลากหลายการเนียต(ความตั้งใจ) สำหรับการอ่านอัลกุรอาน
แปลจาก How to read Quran with Multiple Intentions
By Shaibu Asali, Tutorial Assistant at Islamic Online University
 
1.อ่านเพื่อให้กุรอาน ขอร้องให้เราในวันพิพากษา ศาสดากล่าวว่า "คัมภีร์กุรอ่านจะมาเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ได้อ่าน ในวันพิพากษา" by Muslim

2.อ่านเพื่อให้ได้ผลบุญ(ได้รับรางวัล) อับดุลลาห์อิบัน Mas'ud เล่าว่า ศาสดาบอกว่า "ผู้ใดอ่านหนึ่งตัวอักษรจากอัลกุรอาน อัลลอฮ์ตอบแทนและรางวัลจะถูกคูณด้วยสิบ" by at-Tirmidhee

3.อ่านเพื่อหาทางรอดจากไฟนรก ศาสดา กล่าวว่า "ถ้ากุรอานถูกขังอยู่ในผิว ก็จะไม่ถูกเผาด้วยไฟ" -Graded as authentic by al-Albaani

4.อ่านเพื่อเป็นการเติมเต็มกุรอานในหัวใจของเรา ศาสดา กล่าวว่า "คนที่ไม่มีอะไรของอัลกุรอานในตัวเขา จะเป็นเหมือนบ้านที่เจ๊งแล้ว" by at-Tirmidhee(2913)

5.อ่านเพื่อจดจำและปฏิบัติตามเพื่อให้เราสามารถขึ้นไปในสวรรค์ ศาสดากล่าวว่า "ผู้หนึ่งที่ท่องคัมภีร์กุรอ่านจะขึ้นไปในสวรรค์และอ่านเหมือนที่คุณใช้ในการอ่านในโลกนี้ สำหรับสถานที่ของคุณในสวรรค์ เป็นที่สุดท้ายตามอายะห์ที่คุณท่องจำ" by Abu Dawood and at-Tirmidhee (2914)

6.อ่านเพื่อรักษาโรคของจิตใจและร่างกาย และได้รับความเมตตาจากอัลลอฮ์       อัลลอฮ์ กล่าว "เราส่งคัมภีร์กุรอ่านเพื่อเป็นการบำบัดและความเมตตาสำหรับผู้ศรัทธา" al-Israa:82

7.อ่านเพื่อความสงบสุขของหัวใจ(tranquillity and peace) อัลลอฮ์กล่าวว่า "แท้จริงในการรำลึกถึงอัลลอฮ์ ทำให้หัวใจได้พัก" Ar-Ra’d: 28

8.อ่านเพื่อให้กุรอานให้ชีวิตกับหัวใจ, ให้แสงสว่างทางนำ และลบความเครียดและความกังวลของเรา คัมภีร์กุรอ่านเป็นเสมือนทางสว่างแก่ผู้ศรัทธา เหมือนกับน้ำฝนสาดส่งถึงโลก ศาสดา เคยขอดูอาว่า " ... และจงทำให้คัมภีร์กุรอ่านให้ชีวิตกับหัวใจ, ให้แสงสว่างในทรวงอก และลบความเครียดและความกังวลของฉัน " by Ahmad (4318)

9.อ่านเพื่อให้กุรอานให้คำแนะนำกับเรา อัลลอฮ์กล่าวว่าใน Surah Al-Baqarah "หนังสือเล่มนี้(กุรอาน)ซึ่งไม่มี ข้อสงสัยใดๆ เป็นคำแนะนำสำหรับผู้ศรัทธา" al-Baqarah(2) และในฮาดิสQudsi อัลลอฮ์กล่าวว่า "โอ้ทาสของฉัน คุณทุกคนหลง ยกเว้นผู้ที่ฉันแนะนำ ฉะนั้นจงขอคำแนะนำจากฉันและฉันจะแนะนำให้คุณ" by Muslim (111)

10. อ่านด้วยเนี้ยต(intention)ที่จะตายบนเส้นทางของอัลกุรอาน เช่นเดียวกับอุสมาน(Uthman)ที่ตายในขณะอ่านอัลกุรอาน อิบนุกาซีร กล่าวว่า
"ใครก็ตามที่มีชีวิตอยู่กับสิ่งนั้นก็จะตายกับสิ่งนั้น และใครก็ตามที่ตายกับสิ่งนั้น ก็จะได้รับการฟื้นคืนชีพกับสิ่งนั้น" อิบนุกาซีร อธิบายจาก Al-Jaathiyah: 21  "หรือว่าผู้ที่กระทำความชั่วร้ายคิดว่าเราจะทำให้พวกเขาเช่นบรรดาผู้ศรัทธาและกระทำความดีทั้งหลาย - [ทำให้พวกเขา] เท่าเทียมกันในชีวิตและความตายของพวกเขา? ความชั่วร้ายคือสิ่งที่พวกเขาตัดสิน"

11. อ่านด้วยความหวังว่ากุรอานจะให้บรรลุถึงความใกล้ชิดกับอัลลอฮ์ ด้วยความรักในคำพูดของพระองค์  เหมือนฮาดิสที่กล่าวในal-Bukharee (6167) "คุณจะอยู่กับบรรดาผู้ที่คุณรัก"

12.อ่านเพื่อเพิ่มอีหม่านของเรา เพราะอัลลอฮ์กล่าวว่า At-Tawbah: 124
"และเมื่อใดก็ตามที่ Surah ถูกเปิดเผยมีอยู่ในหมู่คนหน้าซื่อใจคดบรรดาผู้ที่กล่าว" ซึ่งท่านมีความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นนี้? "ในฐานะที่เป็นผู้ที่เชื่อว่าจะได้เพิ่มขึ้นพวกเขาในความเชื่อในขณะที่พวกเขาจะดีใจ"

13.อ่านเพื่อที่จะเพิ่มความรู้ของอัลลอฮ์(รู้จักพระองค์) เพื่อให้เราสามารถเพิ่มความอ่อนน้อมถ่อมตน และเพิ่มความต้องการอัลลอฮ์ เพื่อที่ว่าเราจะขอความช่วยเหลือจากพระองค์ตลอดเวลาในชีวิตของเรา

14. อ่านเพื่อให้อัลลอฮ์เลือกเราเป็นจากคนพิเศษของพระองค์ เพราะตามฮาดิส ibn Majah (215)  ท่านศาสดา กล่าวว่า
     "อัลลอฮ์มีคนของตัวเองของเขาในหมู่มวลมนุษยชาติ" พวกเขากล่าวว่า "โอ้ ศาสดา เขาเป็นใคร?" เขากล่าวว่า "คนของคัมภีร์กุรอ่าน คนของอัลลอฮ์ และคนเหล่านั้นเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับอัลลอฮ์"

15. หนึ่งในความตั้งใจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและสำคัญที่สุด คือ เพื่อเป็นการอีบาดัต(worship)ต่ออัลเลาะห์ เพราะอัลลอฮสั่งใน  Al-Muzammil: 4   "... และจงอ่านคัมภีร์กุรอ่านด้วยตัรตีล"

REF:http://blog.islamiconlineuniversity.com/how-to-read-quran-with-multiple-intentions/

วันพุธที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2559

นิยาม Best Practice

American Productivity and Quality Center ให้นิยาม Best Practice ไว้ว่าคือ
"การปฏิบัติทั้งหลายที่สามารถก่อให้เกิดผลที่เป็นเลิศ" หรือ "วิธีปฏิบัติที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ หรือสู่ความเป็นเลิศ"
     Best Practices ของ รพ.สต. จึงเป็นวิธีการทำงานใหม่ที่ รพ.สต. เรียนรู้จากการปฏิบัติจริงในการพัฒนาคุณภาพ รพ.สต. ซึ่งนำไปสู่การบรรลุผลลัพธ์ที่ตอบสนองความคาดหวังของผู้รับบริการ ชุมชน และเป้าหมายของ รพ.สต. อย่างมีประสิทธิภาพทำให้ รพ.สต. ประสบความสำเร็จ ก้าวสู่ความเป็นเลิศ
      วิธีปฏิบัติในการพัฒนาคุณภาพ รพ.สต. ที่จะเรียกได้ว่าเป็น Best Practices นั้น
มีแนวทางการพิจารณา 6 ข้อ ดังนี้
   1.วิธีปฏิบัตินั้น ดำเนินการบรรลุผลได้สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้รับบริการหรือชุมชนที่มีต่อ รพ.สต.
   2.วิธีปฏิบัตินั้น ผ่านกระบวนการนำไปใช้อย่างเป็นวงจร จนเห็นผลอย่างชัดเจนว่า ทำให้เกิดคุณภาพสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง  หรือกล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ วิธีปฏิบัตินั้นมีกระบวนการ PDCA จนเห็นแนวโน้มของตัวชี้วัดความสำเร็จที่ดีขึ้น
   3.รพ.สต. สามารถบอกเล่าถึงวิธีปฏิบัตินั้นได้ว่า “ทำอะไร” (what) “ทำอย่างไร” (how) และ “ทำไมจึงทำ หรือ ทำไมจึงไม่ทำ” (why)
   4.ผลลัพธ์จากวิธีปฏิบัตินั้น เป็นไปตามองค์ประกอบ ข้อกำหนดของการพัฒนาคุณภาพเชิงระบบ
   5.วิธีปฏิบัตินั้น สามารถระบุได้ว่า เกิดจากปัจจัยสำคัญที่ชัดเจน และปัจจัยนั้นก่อให้เกิดการปฏิบัติที่ต่อเนื่องและยั่งยืน
   6.วิธีปฏิบัตินั้นใช้กระบวนการจัดการความรู้ (KM) เช่นการเล่าเรื่อง (Storytelling) ในการถอดบทเรียนจากการดำเนินการ

ข้อมูลจาก :https://www.gotoknow.org/posts/113893
อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/113893

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

การประเมินผลโครงการด้วยแบบจำลอง CIPP Model

              การดำเนินงานตามโครงการ หรือการบริหารโครงการ ไม่ว่าจะเป็นโครงการของรัฐรัฐวิสาหกิจ หรือเอกชนก็ตาม จะต้องมีการวางแผนโครงการ โดยกำหนดเป็นวัตถุประสงค์และเป้าหมายไว้ เพื่อคาดหวังผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นภายหลัง เมื่อวางแผนโครงการและมีการวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ ตลอดจนการออกแบบโครงการเป็นอย่างดีแล้ว ผู้ที่มีอำนาจจะทำการคัดเลือก โครงการ และอนุมัติโครงการต่อไป ต่อจากนั้นจะมีองค์กรนำโครงการไปปฏิบัติ เราเรียกว่า การบริหารโครงการ (Project Management) ถ้าการวางแผนโครงการดี เท่ากับ งานสำเร็จไปแล้วระดับหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงแล้ว การวางแผนโครงการที่ดี จะช่วยเพิ่มโอกาสสำหรับความสำเร็จของโครงการ แต่ก็มิใช่เป็นหลักประกัน ความสำเร็จของนโยบาย/แผนงาน/โครงการสาธารณะเสียทั้งหมด เพราะความสำเร็จ หรือ ความล้มเหลวของนโยบาย/แผนงาน โครงการต่าง ๆ จะต้องผ่านกระบวนการต่าง ๆ อีกมาก โดยเฉพาะกระบวนการบริหารโครงการ และการประเมินผลโครงการ คือการวางแผน( Planning ) เกี่ยวข้องกับ การคิด การดำเนินการ หรือ การบริหาร ( Implementation / Operation ) เกี่ยวกับการกระทำ ส่วนการประเมินผล ( Evaluation ) คือ การเปรียบเทียบ ระหว่างการวางโครงการกับการกระทำ การประเมินผลจึงเป็นขั้นตอนสุดท้าย ที่จะทำให้ทราบว่า การปฏิบัติงานตามโครงการนั้นบรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ เพียงใด มีการเบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่วางแผนไว้หรือไม่ ถ้าเบี่ยงเบนมากจะได้หาวิธีปรับปรุงแก้ไขความคาดหวัง กับ การปฏิบัติจริงนั้นให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน  โดยเฉพาะปัจจุบันการบริหารการพัฒนาประเทศมิได้ประเมินเฉพาะผลสำเร็จของโครงการจากผลผลิต (Output) ที่ได้จากการดำเนินโครงการเท่านั้น แต่ความสำเร็จของโครงการจะต้องพิจารณาทั้งผลผลิต (Output) ผลลัพธ์(Outcome) และผลกระทบ (Impact) ด้วย เราเรียกว่า การบริหารแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result Base Management) ดังนั้นการที่จะทราบถึงผลสัมฤทธิ์ของโครงการต่าง ๆ ได้นั้น จำเป็นจะต้องอาศัยกระบวนการติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ

                แบบจำลองหรือโมเดลการประเมินแบบซิปป์ หรือ CIPP Model ของสตัฟเฟิลบีม (Danial . L. Stufflebeam) เป็นโมเดลที่ได้รับการยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบัน  ซึ่ง สตัฟเฟิลบีม และคณะ ได้เขียนหนังสือทางการประเมินออกมาหนึ่งเล่ม ชื่อ  “Educational Evaluation and decision Making” หนังสือเล่มนี้ ได้เป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง เพราะให้แนวคิดและวิธีการทางการวัดและประเมินผล ได้อย่างน่าสนใจและทันสมัยด้วย  นอกจากนั้น  สตัฟเฟิลบีมก็ได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการประเมินและรูปแบบของการประเมินอีกหลายเล่มอย่างต่อเนื่อง  จึงกล่าวได้ว่า  ท่านผู้นี้เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทฤษฎีการประเมิน  จนเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปในปัจจุบัน  เรียกว่า  CIPP  Model
            เป็นการประเมินที่เป็นกระบวนการต่อเนื่อง มีจุดเน้นที่สำคัญ คือ ใช้ควบคู่กับการบริหารโครงการ เพื่อหาข้อมูลประกอบการตัดสินใจ อย่างต่อเนื่องตลอดเวลา วัตถุประสงค์การประเมิน คือ การให้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจ เน้นการแบ่งแยกบทบาทของการทำงานระหว่าง ฝ่ายประเมินกับ ฝ่ายบริหารออกจากกันอย่างเด่นชัด กล่าวคือฝ่ายประเมินมีหน้าที่ระบุ จัดหา และนำเสนอสารสนเทศให้กับฝ่ายบริหาร ส่วนฝ่ายบริหารมีหน้าที่เรียกหาข้อมูล และนำผลการประเมินที่ได้ไปใช้ประกอบการตัดสินใจ เพื่อดำเนินกิจกรรมใด ๆ ที่เกี่ยวข้องแล้วแต่กรณี ทั้งนี้เพื่อป้องกันการมีอคติในการประเมิน และ เขาได้แบ่งประเด็นการประเมินผลออกเป็น 4 ประเภท คือ
            1.  การประเมินด้านบริบทหรือสภาวะแวดล้อม (Context Evaluation : C)  เป็นการประเมินให้ได้ข้อมูลสำคัญ เพื่อช่วยในการกำหนดวัตถุประสงค์ของโครงการ ความเป็นไปได้ของโครงการ เป็นการตรวจสอบว่าโครงการที่จะทำสนองปัญหาหรือความต้องการจำเป็นที่แท้จริงหรือไม่ วัตถุประสงค์ของโครงการชัดเจน เหมาะสม สอดคล้องกับนโยบายขององค์การ หรือ นโยบายหน่วยเหนือหรือไม่ เป็นโครงการที่มีความเป็นไปได้ในแง่ของโอกาสที่จะได้รับการสนับสนุนจากองค์กรต่าง ๆ หรือไม่ เป็นต้น
            การประเมินสภาวะแวดล้อมจะช่วยในการตัดสินเกี่ยวกับเรื่อง โครงการควรจะทำในสภาพแวดล้อมใด ต้องการจะบรรลุเป้าหมายอะไร หรือต้องการบรรลุวัตถุประสงค์เฉพาะอะไร  เป็นต้น
            2.  การประเมินปัจจัยเบื้องต้นหรือปัจจัยป้อน (Input Evaluation : I ) เป็นการประเมินเพื่อพิจารณาถึง ความเป็นไปได้ของโครงการ ความเหมาะสม และความพอเพียงของทรัพยากรที่จะใช้ในการดำเนินโครงการ เช่น งบประมาณ บุคลากร วัสดุอุปกรณ์ เวลา  รวมทั้งเทคโนโลยีและแผนการดำเนินงาน  เป็นต้น
           การประเมินผลแบบนี้จะทำโดยใช้ เอกสารหรืองานวิจัยที่มีผู้ทำไว้แล้ว หรือใช้วิธีการวิจัยนำร่องเชิงทดลอง (Pilot Experimental Project) ตลอดจนอาจให้ผู้เชี่ยวชาญ มาทำงานให้ อย่างไรก็ตาม การประเมินผลนี้จะต้องสำรวจสิ่งที่มีอยู่เดิมก่อนว่ามีอะไรบ้าง และตัดสินใจว่าจะใช้วิธีการใด ใช้แผนการดำเนินงานแบบไหน และต้องใช้ทรัพยากรจากภายนอก หรือไม่
            3.  การประเมินกระบวนการ (Process Evaluation : P ) เป็นการประเมินระหว่างการดำเนินงานโครงการ เพื่อหาข้อบกพร่องของการดำเนินโครงการ ที่จะใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนา แก้ไข ปรับปรุง ให้การดำเนินการช่วงต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเป็นการตรวจสอบกิจกรรม เวลา ทรัพยากรที่ใช้ในโครงการ ภาวะผู้นำ การมีส่วนร่วมของประชาชนในโครงการ โดยมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐานทุกขั้นตอน การประเมินกระบวนการนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการค้นหาจุดเด่น หรือจุดแข็ง (Strengths) และจุดด้อย (Weakness) ของนโยบาย/แผนงาน/โครงการ มักจะไม่สามารถศึกษาได้ภายหลังจากสิ้นสุดโครงการแล้ว
           การประเมินกระบวนการจะมีบทบาทสำคัญในเรื่องการให้ข้อมูลย้อนกลับเป็นระยะ ๆ เพื่อการตรวจสอบการดำเนินของโครงการโดยทั่วไป การประเมินกระบวนการมีจุดมุ่งหมาย คือ
            3.1 เพื่อการหาข้อบกพร่องของโครงการ ในระหว่างที่มีการปฏิบัติการ หรือการดำเนินงานตามแผนนั้น
            3.2 เพื่อหาข้อมูลต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับการดำเนินงาน ของโครงการ
            3.3  เพื่อการเก็บข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้จากการดำเนินงานของโครงการ
            4การประเมินผลผลิต (Product Evaluation : P ) เป็นการประเมินเพื่อเปรียบเทียบผลผลิตที่เกิดขี้นกับวัตถุประสงค์ของโครงการ หรือความต้องการ/ เป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมทั้งการพิจารณาในประเด็นของการยุบ เลิก ขยาย หรือปรับเปลี่ยนโครงการและการประเมินผล เรื่องผลกระทบ (Impact) และผลลัพธ์( Outcomes ) ของนโยบาย / แผนงาน / โครงการ โดยอาศัยข้อมูลจากการประเมินสภาวะแวดล้อม ปัจจัยเบื้องต้นและกระบวนการร่วมด้วย  จะเห็นได้ว่า การประเมินแบบ CIPP เป็นการประเมินที่ครอบคลุมองค์ประกอบของระบบทั้งหมด ซึ่งผู้ประเมินจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ของการประเมินที่ครอบคลุมทั้ง 4 ด้าน กำหนดประเด็นของตัวแปรหรือตัวชี้วัด กำหนดแหล่งข้อมูลผู้ให้ข้อมูล กำหนดเครื่องมือการประเมิน วิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล กำหนดแนวทางการวิเคราะห์ข้อมูล และเกณฑ์การประเมินที่ชัดเจน
            เมื่อพิจารณาถึงช่วงเวลาของการประเมินผลโครงการ เพื่อจำแนกประเภทของการประเมินผลโครงการโดยละเอียดแล้ว เราสามารถจำแนกได้ว่าการประเมินผลโครงการมี 4 ระยะดังต่อไปนี้
            1) การประเมินผลโครงการก่อนการดำเนินงาน (Pre-evaluation) เป็นการประเมินว่ามีความจำเป็นและความเป็นไปได้ในการกำหนดให้มีโครงการหรือแผนงานนั้น ๆ หรือไม่ บางครั้ง เรียกการประเมินผล ประเภทนี้ว่า การศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility Study) หรือการประเมินความต้องการที่จำเป็น (Need Assessment)
            2) การประเมินผลโครงการขณะดำเนินงาน (On-going Evaluation) เป็นการประเมินผลโครงการเพื่อติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินงาน (Monitoring) และการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ
            3) การประเมินผลโครงการเมื่อสิ้นสุดการดำเนินงาน (Post-evaluation) เป็นการประเมินว่า ผลของการดำเนินงานนั้น เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการที่วางไว้หรือไม่
            4) การประเมินผลกระทบจาการดำเนินโครงการ (Impact Evaluation) เป็นการประเมินผลโครงการ ภายหลังจากการสิ้นสุดการดำเนิน โครงการหรือแผนงาน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อตรวจสอบผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจะได้รับอิทธิพลจากการมีโครงการหรือปัจจัยอื่น ๆ
            นอกจากนี้ สตัฟเฟิลบีม ได้นำเสนอประเภทของการตัดสินใจ ที่สอดคล้องกับประเด็นที่ประเมินผล ดังนี้
            1. การตัดสินใจเพื่อการวางแผน (Planning Decisions) เป็นการตัดสินใจที่ใช้ข้อมูลจากการประเมินสภาพแวดล้อมที่ได้นำไปใช้ในการกำหนดจุดประสงค์ของโครงการ ให้สอดคล้องกับแผนการดำเนินงาน
            2. การตัดสินใจเพื่อกำหนดโครงสร้างของโครงการ (Structuring Decisions) เป็นการตัดสินใจที่ใช้ข้อมูลจากปัจจัยนำเข้าที่ได้นำไปใช้ในการกำหนดโครงสร้างของแผนงาน และขั้นตอนของการดำเนินการของโครงการ
            3. การตัดสินใจเพื่อนำโครงการไปปฏิบัติ (Implementation Decisions) เป็นการตัดสินใจที่ใช้ข้อมูลจากการประเมินกระบวนการ เพื่อพิจารณาควบคุมการดำเนินการให้เป็นไปตามแผน และปรับปรุงแก้ไขการดำเนินการให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด
            4. การตัดสินใจเพื่อทบทวนโครงการ (Recycling Decisions) เช่น การตัดสินใจเพื่อใช้ข้อมูลจากการประเมินผลผลิต (Output ) ที่เกิดขึ้น เพื่อพิจารณาการยุติ / ล้มเลิก หรือขยายโครงการที่จะนำไปใช้ในโอกาสต่อไป
            ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นการประเมินแบบ CIPP Model ทั้ง 4 ประการ และประเภทของการตัดสินใจดังกล่าวข้างต้น พอจะสรุป ความสัมพันธ์ระหว่างประเภทของการประเมินกับการตัดสินใจ ดังแผนภูมิ

ประเภทการประเมิน
ประเภทการตัดสินใจ
การประเมินสภาวะแวดล้อม
(Context Evaluation)
การตัดสินใจเพื่อการวางแผน
(Planning Decisions)
การประเมินปัจจัยเบื้องต้น/ตัวป้อน
(Input Evaluation)
การตัดสินใจเพื่อกำหนดโครงสร้าง
(Structuring Decisions)
การประเมินกระบวนการ
(Process Evaluation)
การตัดสินใจเพื่อนำโครงการไปปฏิบัติ
(Implementating Decisions)
การประเมินผลผลิต
(Product Evaluation)
การตัดสินใจเพื่อทบทวนโครงการ
(Recycling Decisions)

                                          
 แผนภูมิ : ความสัมพันธ์การตัดสินใจ และประเภทการประเมินแบบ CIPP Model